Skip to content

จิตคือนักท่องเที่ยว

หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก

| PDF | YouTube | AnyFlip |

ต่อนี้ไปพากันตั้งใจฟัง และก็ตั้งใจภาวนาให้พร้อมกับการฟังไปด้วยเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติของเราพุทธบริษัททั้งหลาย เพื่อจะไม่ให้เสียเวลา เวลาปฏิบัติและเวลาฟัง การปฏิบัติก็ไม่ได้เลือก ไม่ได้เลือกกาลเลือกเวลา เรียกว่าอกาลิโก ไม่ประกอบกาลเวลา เพราะการปฏิบัติก็ไม่ได้มุ่งอะไรทางนอกเหนือไปจากความสงบของจิต เราจะทำอะไร มันก็เพื่อความสงบของจิตเรานั่นน่ะ 

เมื่อเรามาปฏิบัติเราก็มุ่งประเด็นความสงบเป็นหลัก ถึงเราจะฟังอยู่ก็ตาม การกำหนดจิตของเราน่ะ มันอยู่เฉพาะตัวของเรา คือมันไม่ใช่ว่าจะไปอยู่ข้างนอก มันอยู่ภายใน เมื่อเราฟังไป เราก็กำหนดไป คือเราจะหาความรู้น่ะให้มันอยู่กับตัวเองหรือว่าหาความรู้ในตัวเอง คือเอาความสงบเสียก่อนในเบื้องต้น ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าที่พระองค์ไปทรงแสดงธรรมเทศนาน่ะ ผู้ฟังก็ปฏิบัติไปด้วยก็คือกำหนดจิตไปด้วย เมื่อจบธรรมเทศนาผู้ฟังอย่างน้อยก็ได้ดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาบัน สูงที่สุดก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในขณะการฟัง 

เพราะฉะนั้นถ้าเราฟังเป็น มันก็ได้ประโยชน์ ประโยชน์ในการฟัง สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีก็ย่อมได้ปัญญา อันนี้มันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็คือฟังด้วยดีนั่นน่ะมันก็ได้ปัญญา ก็ได้ความสำเร็จนั่นน่ะ คำว่าได้ปัญญาก็คือได้ความสำเร็จ แม้แต่สำเร็จโสดาก็ปัญญา สกิทาคาก็ปัญญา อนาคาก็ปัญญา อรหันตาก็เพราะปัญญานั่นน่ะ ก็สำเร็จด้วยปัญญานั่นน่ะ ตั้งแต่ต้นจนตลอดถึงปลาย 

นี่เราจะสำเร็จด้วยบุญ ความสำเร็จของพวกเราก็คือสำเร็จด้วยบุญด้วยกุศล แต่จะให้สำเร็จเป็นอริยะอันนั้นเราก็ยกไว้ก่อน เราเอาความสำเร็จในทางบุญทางกุศลในทางความสงบเบื้องต้นเสียก่อน เราเอาความสงบไว้ก่อน เพราะการฟังของพวกเราฟังเพื่อความเข้าใจในหลักของการปฏิบัติ คือปฏิบัติจิต ก็ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติอย่างอื่น ก็เพื่อจิตของเรานั่นน่ะ ให้ได้รับความสงบน่ะ ก็เพื่อความสงบมันเกิดขึ้นจากเรา นี่เรียกว่าสำเร็จในการฟัง หรือว่าสำเร็จในการปฏิบัติ ก็เบื้องต้นของพวกเราก็เอาแค่นี้ก่อน เอาแค่สงบก่อน ทำไมถึงจะเอาความสงบก่อน 

ทีนี้การปฏิบัติธรรมน่ะ ถ้าขาดความสงบนั่นน่ะ มันเป็นไปได้ยาก มันลำบาก ถ้าจิตไม่สงบหละมันลำบาก เราจะต้องอาศัยความสงบเป็นพื้นฐาน ก็เป็นฐานที่ตั้ง ฐานที่ตั้งของการปฏิบัติ ถ้าจิตมันขาดหลักของความสงบแล้ว มันไปยาก คือมันปฏิบัติได้ยาก เราจึงอาศัยความสงบเสียก่อนในเบื้องต้น 

ทีนี้ก่อนที่มันจะสงบนี่มันก็เป็นปัญหาสำหรับเราชาวโลก เพราะความวุ่นวายน่ะมันก็มีมาแต่เบื้องต้น อันดับแรกก็คือความวุ่นวายนั่นน่ะ โลกมันก็คือความวุ่นวาย มันก็วุ่นวายของมันอยู่อย่างนั้นหละ มันก็ตั้งแต่เรานี่หละไป ความวุ่นวายก็ตั้งแต่เรานี่หละเป็นต้นไป เขาก็วุ่นวาย ก็ความวุ่นวายนั่นน่ะมันก็มีประจำโลก ก็สาเหตุมันก็ที่จะให้เราหาความสงบระงับก็เพราะมันมีความวุ่นวาย แต่ว่าโลกมันก็ต้องอาศัยความวุ่นวาย อาศัยความเป็นอยู่ด้วยความคิดด้วยความนึก เขาก็จึงอยู่ได้ แต่เมื่อเวลามันเดือดร้อนมา มันก็เป็นปัญหาสำหรับตัวเอง ทีนี้เราก็วุ่นวายกันมาพอแล้ว ทีนี้เราต้องการความสงบสุขในทางด้านศีลธรรม เราจึงมาแสวงหาความสงบ 

ก็ความสงบมันก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปเอาที่ไหน ขั้นแรกก็คือการฟังนี่หละแล้วเราก็กำหนดตามไปด้วย คือเราก็ประคองจิตของเราไปตามกระแสน่ะ กระแสแห่งธรรม ก็หมายถึงความรู้ของตัวเองนั่นน่ะ ก็ตามกระแสแห่งความรู้ของตัวเอง เราก็ตั้งจุดใจจุดหนึ่งเอาไว้ ก็จุดที่ท่ามกลางหน้าอกของเราน่ะ เราก็ตั้งเอาไว้ตรงนั้น คือตั้งฐานตัวรู้ เราก็เอาไว้ตรงนั้น มันจะดีจะร้ายอะไรก็ตาม มันจะวุ่นวายอะไรก็ตามมัน เราก็อย่าไปสนมันหละ คือเราจะตั้งจุดเอาไว้ตรงนี้หละ ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อเป็นฐานที่ตั้งแห่งความสงบนั่นหละ เราก็จึงได้รวมความรู้เข้าไปตรงฐานที่ความสงบนั่นน่ะ ที่ตั้งของความรู้น่ะ 

ทีนี้เราอย่าส่งกระแสจิตไปทางอื่น ก็เหมือนกับว่าใช้กระแสจิตของเราไปหาไฟ ก็ไปนำเอาไฟนั่นน่ะมาเผาตัวเอง ก็เพราะความฟุ้งซ่านนั่นน่ะ เราจะระงับความฟุ้งซ่านนั่น ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อความสุขในตัวเอง ก็เมื่อความสุขมันเกิดขึ้นในตัวเองก็ธรรมะมันก็เกิดในตัวเอง คือเราจะหาธรรมะในตัวเองเดี๋ยวนี้ ธรรมะในตำรา เราทั้งหลายก็พากันทราบดีแล้ว จะตำราหมวดไหน เล่มไหน เราก็ได้ค้นกันมาแล้ว ในตำรับตำราเราก็ทราบดี คุณค่าของธรรมะที่พระพุทธเจ้าพระองค์สอนเอาไว้ แต่เราก็ยังหาพบในความเป็นจริงแห่งธรรมะที่พระองค์ได้สอนนั้นอยู่ที่ไหน เราก็จึงได้มาหาในใจของตัวเองนั่นน่ะ ก็ธรรมะทั้งหลายเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะอยู่ในตำรานี่ จะอยู่ในใจของเรา ก็เราจึงได้พากันมาหา มาเสาะแสวงหา 

ที่เราจะแสวงหาธรรมะในตัวเอง เราก็ต้องดำเนินความสงบก่อน ก็ความสงบนี้ให้เป็นหลักไปก่อน ถ้าขาดความสงบหละ ธรรมะมันจะอยู่ที่ไหนหละ อะไรมันจะเกิดขึ้น มันก็ไม่มีอะไรจะเกิด ผลลัพธ์มันก็ไม่มี มันต้องอาศัยความสงบซะก่อน เมื่อความสงบมันเกิดขึ้น ทีนี้เราจะทำงานอะไร เราจะตรวจอะไร ก็ใจเรามันไม่ได้ไปไหนมันก็ตรวจได้ มันตรวจได้ทั้งรูปธรรม มันก็ตรวจได้ทั้งนามธรรม ทั้งรูปทั้งธรรมเราก็รู้แล้วนี่ ก็ได้แก่สกลกายเรานั่นน่ะ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ก็คือธาตุ ๔นี่หละ ก็รวมแล้วก็เป็นรูปธรรม ก็มันจะไปรู้อะไร ก็รู้อันนี้แหละ รู้รูปธรรมก็รู้อะไร รูปธรรมมันเป็นอะไร 

ก็รูปธรรมเราก็รู้แล้วว่าที่พระองค์บอกเอาไว้ คือมันเป็นอนิจจัง สิ่งที่ไม่เที่ยงก็คือรูปธรรมนี่หละ สิ่งที่มันเป็นทุกข์ก็คือรูปธรรมนี่หละ ก็เมื่อรูปธรรมมันไม่เที่ยง รูปธรรมมันเป็นทุกข์ ทีนี้ความเป็นสุขของใจมันอยู่ที่ไหน ก็คือความทนได้ยาก ก็เพราะความไม่เที่ยงมันก็ทนได้ยาก มันก็รู้แล้วเนี่ย อันนี้มันแน่นอนที่เราอยู่อาศัยก็คืออาศัยรูปธรรม ที่เราทำงานทำการหากินหาอยู่ทุกวันนี่ ก็เพราะรูปธรรม แต่นามธรรมมันเป็นเจ้าของของรูป แต่รูปธรรมนั่นน่ะมันก็ไม่คงทน เดี๋ยวมันก็จะแตกดับ ก็ความแตกดับนั่นหละก็เพราะรูปธรรมนั่นหละ ก็พระพุทธเจ้าก็ให้มาพิจารณาให้รู้เท่าเอาทันแห่งความแตกดับ ความไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงมันก็เป็นทุกข์ ถ้าเป็นทุกข์ใครเป็นเจ้าของ เราก็บอกมันไม่ได้ ก็สิ่งเหล่านี้หละ ก็มันเป็นของที่แน่นอน เรารู้ว่ามันแน่นอน 

แต่สำหรับนามธรรม นามธรรมตัวนี้แหละ ที่มันยังทรงตัวอยู่มันจะต้องรับภาระ ภาระของนามธรรมมันก็ต้องไปก่อรูปธรรมอีกหละ ก็คือมันจะต้องเที่ยวไป มันก็เป็นนักท่องเที่ยวสิ นามธรรมนี่หละมันเป็นนักท่องเที่ยว ที่มันท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏนี่ ก็นามธรรมนั่นหละ ออกจากรูปธรรมอันนี้ นามธรรมอันนั้นก็จะต้องเที่ยวไปอีก แล้วก็ไปหารูปธรรมอีก ไอ้รูปธรรมนั่นก็เป็นของที่ไม่เที่ยงอีก ก็ความไม่เที่ยงนั่นหละมันก็เป็นไปของมันอยู่ตลอด นี่สำหรับรูปธรรม คือมันมีการสับเปลี่ยนกันอยู่เรื่อย แต่ละชาติละภพ นี่เรียกว่ารูปธรรม แต่นามธรรมมันตัวเดิม ก็ของเก่านั่นหละ แต่ว่ามันก็เที่ยวไป ก็เที่ยวไปเสาะแสวงหาตามหน้าที่ของนามธรรม 

แต่การเที่ยวไปมันก็ต้องอาศัยเสบียง ถ้ามีเสบียงการท่องเที่ยวมันก็สะดวกสิ ถ้าไม่มีเสบียงหละ การท่องเที่ยวมันก็ไม่สะดวก ก็ได้แก่บุญกุศลนั่นหละที่เป็นเสบียงของนักท่องเที่ยวของเราแต่ละคน ที่เราจะเที่ยวไปน่ะ แต่การไปของเราก็ไม่รู้จะไปไหนหละ ไอ้ไปน่ะมันไปแน่ ไอ้นักท่องเที่ยวมันเที่ยวแน่ๆหละ แต่ไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวมันจะไปไหน จะไปอยู่กับใคร จะไปเที่ยวกับใครอีก มันก็หาทราบไม่อีก มันก็ไปด้วยความมืด ก็พวกเรานี่มันก็จะต้องไปยังไงก็หาได้ทราบไม่อีกแหละ คือนักท่องเที่ยวเรานั่นน่ะ เราจะเที่ยวไปไหนและมันมีอะไรไปบ้าง เสบียงมันพร้อมหรือยัง ก็เสบียงสำหรับที่จะเป็นที่อาศัยของนักท่องเที่ยว เป็นที่จับจ่ายใช้สอย เพื่อความสะดวกและสบายของตัวเอง มันพร้อมหรือยัง แต่สำหรับอันนี้หละมันเป็นปัญหาหละ เป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยว 

แต่มันจะเที่ยวไปตรงไหน ก็ที่เที่ยวมันก็เยอะนี่ มันมีทั้งฝ่ายต่ำและฝ่ายสูง ถ้าไปทางต่ำ ถ้าตกไปในทางต่ำ มันก็พวกอบายภูมิ ที่มันจะเที่ยวไป ก็ภูมิที่หาความเจริญไม่ได้มันก็ขาดเสบียงในทางที่เป็นกุศล ก็นักท่องเที่ยวมันก็จะไปทางนั้นอีก ก็อบายภูมิมันก็อะไรหละ นรก เปรต สัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย ก็ล้วนแล้วเป็นอบายภูมิ คือภูมิที่หาความเจริญไม่ได้ นี่ทางของนักท่องเที่ยว ถ้ามันมีเสบียง มันก็ไปทางสุคติ สุคติคือทางไปสู่ความสุข จะไปสุขที่ไหนหละ ก็แล้วแต่อำนาจของเสบียงตัวเองสิ ก็คือบุญกุศลจะส่งไปถึงไหน และจะนำพาเราไปเที่ยวที่ไหน มันขึ้นอยู่กับเสบียงของเรานั่นน่ะ 

แม้แต่เราจะทำอะไร คิดว่าเราจะทำดีแล้ว แต่การรับรองตัวเองมันไม่มีใครรรับรอง แต่ทำดีกับโลกทำได้อยู่ แต่ส่วนภายในน่ะ มันไม่มีใครรับรองใครนะ แล้วก็ไม่มีใครเห็นใครอีกว่าเราจะไปตกแห่งหนตำบลใด อันนี้มันยากอยู่นะ ถ้าพูดถึงสภาพของจิตน่ะ สภาพของนักท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวเราก็คืออะไรก็คือจิตนี่หละ ก็ไม่ใช่อะไร ก็คือจิตของเรานี่หละที่มันจะเที่ยวไปข้างหน้า 

ที่เราศึกษากันอยู่ที่ว่านามธรรม ก็นามธรรมนี่หละมันเป็นนักท่องเที่ยว ก็เที่ยวไปในนี้หละ ในสองค่ายนี้หละ ค่ายอบายภูมิกับค่ายสุคติ แต่เราจะหนีจากอบายภูมิมันก็ยังยาก แค่จะไปสู่สุคติยังยาก ส่วนภายในนี่มันไปยากนะ แต่ส่วนภายนอกเราก็พอมองกันได้ คิดว่าจะไปตรงนั้นหละ คิดว่าจะไปดีหละ แต่ความไม่ดีมันแฝงอยู่นั่นน่ะ มันแฝงในตัวมันนั่นหละ ก็เพราะอำนาจของกิเลส ไอ้นามธรรมก็ใช่ว่ามันจะอยู่ด้วยความปลอดภัยเมื่อไหร่หละ ก็มันมีสิ่งที่จะประคับประคองมันอยู่ มีสิ่งที่จะต้องบังคับมันอยู่ นามธรรม ก็คือพวกกิเลสนั่นหละ ก็พวกเจตสิกนั่นหละ ก็ความเศร้าหมองของตัวมันเอง ความเศร้าหมองในนามธรรมนั่นหละ ก็มันมีความเศร้าหมองในตัว ก็ความเศร้าหมองมันจะพาไปในทางบริสุทธิ์ได้หรือ มันก็นำพาเราไปทางบริสุทธิ์ไม่ได้ 

นี่หละนามธรรม มันไม่ใช่ว่ามันจะเป็นอิสระ การท่องเที่ยวไม่ใช่ว่ามันจะเป็นอิสระ มันมีผู้บังคับบัญชามันอยู่ก็คือกิเลส ก็พวกกิเลสตัณหา พวกอวิชชา พวกนี้หละมันพวกที่จะแอบแฝงอยู่นั่นน่ะ ที่ให้มองไม่เห็นว่าการไปมาของนักท่องเที่ยวจะไปด้วยความสะดวก ที่จะไปถึงฟากฝั่งคือเมืองอมตะนี่มันยาก แต่ท่องเที่ยวในสังสารวัฏมันได้อยู่หรอก มันก็เปลี่ยนกัน บางทีมันก็ไปทุคติ บางทีมันก็ไปสุคติ ก็นักท่องเที่ยวมันก็เที่ยวอยู่แค่นี้หละ 

แต่ถ้าไปทางสุคติมันก็ยังพอทำเนา ก็ถือว่าเรายังมีเสบียงคือกุศลจิตไปด้วย ไอ้ความสุขนั้นก็ยังที่จะสนองตอบเราบ้าง ก็เหมือนกับเราทุกวันนี่หละ เสบียงของเราก็คือสุคตินั้นน่ะมันก็ตามมาด้วย ก็จึงให้เรามีความสุขในความเป็นมนุษย์ เราก็ยังมีเสบียงของเราอยู่ เสบียงคือกุศลอันที่เราทำมา มันตามมาอยู่น่ะ นี่ในเมืองมนุษย์ คนที่มันขาดเสบียงเราก็พอมองออกอยู่แล้ว ทีนี้เราก็มาเสริมเสบียงของเรานี่ ที่เราจะท่องเที่ยวไปข้างหน้าอีก 

ทีนี้การที่เสริมเสบียงนี่หละ เราก็ควรที่จะหยุดชะงักพัก พักให้มันอยู่ด้วยความสงบเสียก่อน พักอยู่ด้วยความสงบเสียก่อน คือเอาความสงบนั่นหละเป็นที่พักของเขาเสียก่อน เมื่อเขาพักด้วยความสงบเรียบร้อยดีแล้ว ทีนี้เราจะเดินทางในทางไหน นั่นหละ เราก็ดูเอาตรงนั้นน่ะ เราจะไปกันตรงนั้นน่ะ ก็เพราะเราพักหาหนทาง พักเพื่อดูทิศทางของตัวเองเสียก่อน ก็คืออยู่ด้วยความสงบนั้น ก็อาศัยความสงบนี้ ความสงบก็เกิดจากการปฏิบัตินี่หละ ความสงบมันก็เกิดจากการกระทำหรือว่าการฟังของเรานี่หละ ก็อาศัยการฟังและอาศัยการกำหนดจิตของเราเพื่อมันจะได้พักผ่อนเสียก่อน แล้วจะได้หลบมุมเข้าไปสู่ความสงบ 

เมื่อจิตมีความสงบแล้วมันก็จะได้รู้ช่องทางของตัวเอง มันจะเดินไปข้างหน้ามันจะไปทางไหน ทางที่มันจะถูกต้องมันตรงไหน ศีลธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็ได้ศึกษามาแล้ว เราก็รู้มาแล้ว เราก็เข้าใจมาแล้ว แต่เราจะมาทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นหละ เพื่อสำหรับหาหนทางที่จะเดินหน้าต่อไป ก็ไม่ใช่ว่าเราจะปฏิบัติเพื่อนอกรีตนอกรอยอะไร ก็ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็คือ ศีล คือสมาธิ และปัญญานี้ 

เราจะดำเนินจิตของเราเข้าไปสู่สมาธิก็คือความสงบ ก็ความสงบนี่หละจะได้นำความสว่างมาให้ตัวเองและตัวเองก็จะได้รับความสว่างในความสงบ ความเป็นสมาธินั่นน่ะ ก็เมื่อมันเกิดความสว่างในตัวเองหละ ก็มันก็ต้องรู้หนทางสิ ก็ทางตัวเองจะไปทางไหนหละ ก็ความสว่างมันมีในตัว มันก็ต้องมองเห็นสิ ถ้าความสว่างไม่มีมันจึงยากอยู่เดี๋ยวเนี้ย มันก็มืดตึ๊ดตื๋ออยู่นั่น ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่รู้จะไปเที่ยวทางไหน หาที่ท่องเที่ยวก็ยังไม่มีเลย ก็เพราะมันมืด เพราะมันยังไม่รู้จักทาง ที่มันไม่รู้จักทางก็เพราะอะไร เพราะความสว่างไม่มีในตัวเอง ก็ความสว่างไม่มีในตัวเองเพราะอะไร เพราะขาดความสงบ ก็เมื่อมันขาดความสงบแล้ว จะเอาความสว่างมาจากไหน 

ที่มันขาดความสงบมันเพราะอะไร ก็เพราะตัวเองไม่ทำ ก็เมื่อทำแล้วหละ ก็ตัวเองไม่เข้าใจหละ แล้วก็ไปใช้แต่ความคิดของตัวเองอยู่นั่นหละ ก็คิดว่าตัวเองได้แล้ว ก็มัวแต่คิด แต่ความสงบอยู่ที่ไหนหละ ก็บอกให้สงบแต่ก็อยากได้สงบ แต่ก็ไปคิดอยู่ แล้วจะเอาความสงบมาจากไหน ขาดความสงบ ความสว่างจะมาจากไหน ถ้าขาดความสว่างหละ ความรู้ทาง เห็นทางมันอยูทางไหน มันก็ได้แต่ความคิดนั่นหละ มันก็ได้แต่ความรู้ที่เราศึกษามาเท่านั้นแหละ แต่ความเห็นในตัวของเขาเองหละ มันอีกอันหนึ่งต่างหาก ตัวตำรามันอีกต่างหาก รู้ในตำรามันอีกต่างหาก แต่มันรู้ในตัวเองที่มันจะเกิดความสว่างในตัวเองมันก็อีกต่างหาก ที่มันจะไปน่ะ เราก็ต้องดูเอาก่อนสิ ต้องทำความสงบก่อนสิ ถ้าขาดความสงบมันก็ไม่เห็นอีกหละ 

เพราะฉะนั้นหละเอาความสงบเนี่ยเป็นรากฐานของการปฏิบัติเสียก่อน ก็นักท่องเที่ยวที่เราจะต้องเที่ยวไปก็ให้มันเห็นหนทางเสียก่อน ก่อนมันจะเห็นหนทางมันก็ต้องสงบก่อนสิ หยุดซะก่อนสิ ก็มัวแต่ไปคิดอยู่นั่น ก็ไม่รู้จะคิดไปไหน แต่เวลาอยากได้ก็อยากได้ความสงบ แต่เวลาทำละก็ไปใช้แต่ความคิด ก็คิดหาความสงบ ก็เวลามันสงบก็มัวแต่ไปคิด ทีนี้มันจะเอาความสงบที่ไหน มันก็เรื่องของเรานะ 

ทีนี้ถ้ามันไม่สงบแล้ว ความสว่างในการเดินทางเรา มันยากนะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ เที่ยวอยู่ในวัฏฏะ ต่างคนก็ต่างระวังเอานะ ระวังนักท่องเที่ยวตัวเอง แต่ละคนก็ให้ระวังเอาเอง แต่ละคนก็ให้รักษาเอาเอง แต่ละคนก็ให้ดูแลเอาเอง อย่าพากันประมาท สิ่งที่เราอยู่อาศัยอยู่ทุกวันคือรูปธรรมมันเป็นของที่แน่นอนไม่ได้หรอก เอาแน่นอนไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าเราจะจากกันเมื่อไหร่ รูปก็ดีนามก็ดี มันก็จะจากกันอยู่แน่ๆหละ รูปนี่เขาก็ต้องเอาไปทิ้งหละ นามเราก็ไม่รู้จะไปไหนหละ เป็นของไม่แน่ 

ทำไปเถอะที่เราทำงานไปน่ะ ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ส่วนภายในก็ให้มีความสำนึกบ้าง ทำยังไงนักท่องเที่ยวเรานั่นน่ะ ที่เราจะท่องเที่ยวไปข้างหน้า แล้วมันจะจากกันกับรูปธรรม เราจะเอาอะไรไปบ้าง ก็ปัญหามันน่ะ มันปัญหามันอยู่กับนามธรรม แต่รูปธรรมเราก็รักษา เราก็รักษามันมาตลอดแต่แรกเกิดก็มาจนถึงบัดนี้ จนถึงจะจากกันไอ้เรื่องรูปธรรมน่ะ แต่ปานนั้นมันก็ยังไม่วายที่จะให้โทษเราอย่างนั้น ก็คือความไม่สบายก็ต้องมี ความเจ็บความปวดมันก็ต้องมี ผลสุดท้ายมันก็ต้องจากกันดีๆน่ะ เรื่องจากกันนี่มันเป็นของที่แน่นอน ห้ามไม่ได้หรอก ให้พวกเราพากันเตรียมตัวซะนะ 

เตรียมจิตเตรียมใจตัวเองนี่หละ ก็เตรียมในนี้หละ ก็ไม่ใช่ว่าแต่เฉพาะภายในวัดนะ ที่ไหนมันก็เต็มไปหมดน่ะวัด เราเอาตัวของเรานี่เป็นวัด เป็นที่แห่งสงฆ์ เป็นธรณีสงฆ์มันก็ได้ เพราะสถานที่บำเพ็ญกุศลนี่มันก็อยู่กับเรา วัดบุญวัดบาป วัดศีลวัดธรรม มันก็อยู่กับเราน่ะ เราก็มาเตรียมตรงนี้หละ ก็เหมือนกับเราทำอยู่อย่างนี้หละ เราก็ทำไม่ใช่ว่าสถานที่ของสงฆ์เมื่อไหร่ เป็นที่ทำงานของราชการแต่เราก็ยังบำเพ็ญกุศลได้ และทำประโยชน์ในทางที่เป็นกุศลได้ ก็เราไม่ได้เอาสถานที่ เราเอาตัวเรานี่ การทำอย่างนี้ทำที่ไหนก็ตามก็ตัวเราทั้งนั้นหละเป็นผู้ทำ ก็ยึดเอาตัวเรานั่นน่ะ ศีลมันก็อยู่กับเรา สมาธิก็อยู่กับเรา ปัญญาก็อยู่กับเรา บุญมันก็อยู่กับเรา บาปมันก็อยู่กับเรา เราไม่จำเป็นจะไปยึดสถานที่หรอก เอาตัวของตัวเองเป็นสถานที่ 

ก็เพราะนักท่องเที่ยวมันเที่ยวมาอยู่ตรงนี้แล้ว ก็มาอยู่แล้วที่นี่ มันก็จะออกที่นี่ไป มันก็จะไปที่อื่นอีก มันก็เที่ยวไปอีก เราจะต้องทำดีเอาไว้สิ เอาสถานที่อันนี้แหละเป็นวัด เป็นที่บำเพ็ญกุศล คำว่าวัดก็คือสถานที่บำเพ็ญกุศล เป็นสถานที่บำเพ็ญความดีเรียกว่าวัด ก็คือตัวเรานั่นแหละบำเพ็ญกุศล ก็คือตัวเรานั่นแหละบำเพ็ญความดี ก็คือตัวนั่นแหละบำเพ็ญให้เกิดมรรคเกิดผล สมมุติมันเกิดมรรคเกิดผลกับเราหละ แล้ววัดมันอยู่ตรงไหนทีนี้ มันก็อยู่กับเรา ก็เราทำให้มันเกิดขึ้นจากเรา ก็สมมุติเอาตรงนี้สิ เมื่อมันเกิดขึ้นตรงนี้ก็แสดงว่าตัวของเรามันเป็นอะไรสิ ก็เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลไม่ใช่หรือ 

นั่นหละพวกนักปฏิบัติของเราทั้งหลายน่ะให้พากันคิดสั้นๆและย่นเข้ามาหน่อย อย่าไปตีกว้างให้มันมากนัก จะเสียเวลาในความเป็นอยู่ของการปฏิบัติเรา เพราะอายุของเรามันก็เหลืออยู่น้อยเดียว แต่ละคนๆเหลืออยู่น้อยเดียว แล้วมันจะไม่ได้อะไรที่จะเป็นเสบียงของตัวเองที่จะเดินทางไปข้างหน้า หรือว่าพอที่จะหยุดในการเดินทางก็หยุดซะ หยุดตรงไหนหละ ก็หยุดในท่ามกลางหน้าอกเรานี่หละ ไม่ต้องไปต้องมาก็ได้ ก็วัดตรงนี้ก็อยู่กับวัดนี่ ถ้าไม่อยากท่องเที่ยวอีก ก็หยุดซะสิ ก็หยุดที่วัดตัวเอง มัวแต่ไปสร้างอยู่นั่นหละ มันก็เลยยุ่งยากขึ้น สร้างแล้วก็ไม่เห็นว่าไปไหนอีกหละ ก็ว่าแต่ว่าได้บารมี ก็เวลานั่นน่ะก็ไปดูสิว่าผู้สร้างไปถึงไหนหละ มันก็ไม่ไปถึงไหนหละ ไอ้สร้างวัดภายนอก ถ้าสร้างวัดภายในก็หยุด ไม่ต้องไปต้องมาน่ะ มันก็หมดปัญหาหละ 

แต่ว่าการกระทำแบบนั้นมันก็เรียกว่ามันเป็นที่สิ้นสุดของการเดินทางของนักท่องเที่ยว ก็ได้แก่ความเป็นอรหันต์นั่นหละ ถ้าจะพูดให้สมมุติน่ะ ก็จะว่ากัน แต่มันก็เป็นไปได้ยากที่จะให้มันชำระกิเลสในการเดินทาง ก็กิเลสมันยังมีอยู่มันก็ต้องส่งไปอีกทำให้เราเดินทางไปอีก ถ้าหมดกิเลสน่ะ สิ้นหนทางเท่านั้น ก็มีอย่างเดียวคือ นิพพานัง ปรมัง สุขัง นั่นหละหมดกิเลส ถ้ามีกิเลสอยู่ก็ต้องเที่ยวไป 

นี่ธรรมชาติ ธรรมคือธรรมชาติ มันเป็นอยู่อย่างนี้นะสัตว์โลกนะ พระพุทธองค์ก่อนที่จะหนีจากโลกก็เพราะพระองค์มาพิจารณาอย่างนี้แหละ หนีซะดีกว่า ถ้าไม่หนีก็ไม่แล้ว ไม่หนีก็สร้างอยู่อย่างนี้แหละ ทีนี้ก่อนจะหนีได้พระองค์ก็ใช้เวลา เป็นการลำบากเหมือนกันนะ แต่พระสงฆ์บางทีมันง่าย มาฟังธรรมแล้วก็ได้สำเร็จไปเลย 

แต่พวกเราสิเมื่อไหร่จะได้สำเร็จก็ไม่รู้หละ เราก็ทำกันไปหละ ทำบุญทำกุศลไป หมดกิเลสเมื่อไหร่เราก็ไปเมื่อนั้นหละ ถ้ายังไม่หมดก็ทำบุญกันไป ก็ทำกันไปอย่างนี้แหละ นี่แหละให้พากันทำความเข้าใจในเรื่องของการปฏิบัติเพื่อจะให้มันกะทัดรัด บางสิ่งบางอย่างพอที่จะให้มันเนิ่นช้าก็อย่าให้มันเนิ่นช้า พอที่จะตัดกระแสโลกได้ ก็พากันตัดกระแสเป็นบางอย่างไปบ้าง เพื่อจะได้ย่นหนทางในการที่เราจะเดินไปข้างหน้า ถ้าอย่างนั้นหนทางมันก็ยืดยาวคราวไกลไปอีก ก็เลยไม่รู้จักย่นหนทางตัวเอง แสนชาติก็แสนชาติอยู่นั่นน่ะ แสนชาติให้มันเหลืออยู่สิบชาติก็ยังดี สิบชาติก็ให้มันเหลืออยู่ซักสามชาติ ทางมันจะได้ใกล้เข้ามา มันจะได้ย่นเข้ามา อันนี้มันยังไกลอยู่นี่ 

นักท่องเที่ยวเรามันยังเชื่อไม่ได้นะ แล้วก็พากันเตือนตนด้วยตนเอง พอที่จะดำเนินกิจการของตัวเองในทางความสงบได้ก็ให้พากันเดินเข้าไปหาระบบความสงบในจิตของตัวเองให้ได้ สิ่งเหล่านี้มันก็จะรู้ของมันเองหรอก ไม่ต้องมีใครไปบอกให้มันยากหรอก ก็มันสงบแล้ว มันไม่มีใครไปบอกหรอก มันจะรู้ของมันเอง สุขหรือทุกข์มันก็จะรู้ ดีหรือร้ายมันก็รู้หละ มันขาดอยู่ความสงบนี่หละ มันยากอยู่เดี๋ยวเนี้ย จะมีความสงบก็ไปกลัวซะ อันนี้มันลำบาก 

เพราะฉะนั้นให้พากันตั้งอกตั้งใจหาความสงบให้แก่ตัวเองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ส่วนครูบาอาจารย์นั้นก็แต่ละองค์ๆท่านก็จากเราไปแล้ว จะเหลืออยู่ก็ไม่เท่าไหร่ที่จะมาแนะนำพร่ำสอนพวกเรา ก็ยาก ก็พอที่จะเร่งตัวเองก็เร่งไปซะในขณะนี้ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ ก็ค่อยล่มไป ล่มไปหละ ค่อยหมดไปทีละท่าน พวกเราก็จะขาดครูบาอาจารย์ไปก็มีแต่รุ่นใหม่เกิดขึ้น รุ่นเก่าท่านก็จากไป ต่อไปเราก็ต้องจากไปเช่นเดียวกันนั่นหละ ก็คิดเอาอย่างนั้นก็แล้วกัน 

เพราะฉะนั้นที่ได้แสดงมานี่ก็เป็นเวลาพอสมควร ขอยุติในการแสดงธรรมเทศนาเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้